โรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

Thu-Aug-2017:16:03      

นายแพทย์วิทย์  วิเศษสินธุ์

 

            โรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ คือโรคที่เกิดจากการรวมตัวของผลึกจำพวกหนึ่ง อันประกอบไปด้วย  แคลเซียม (calcium)    ยูริก (uric acid)     ฟอสเฟต (phosphate)      อยู่ในทางเดินปัสสาวะ ตั้งแต่ ไต ท่อไต หลอดไต  กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ

 

พยาธิกำเนิดของโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

โดยปรกติในร่างกายมี สารที่ก่อนิ่ว   มีตัวทำละลายนิ่ว  และสารยับยั้งนิ่ว          ถ้าสารก่อนิ่วอันได้แก่  ผลึกของแคลเซียม  (calcium)     ออกซาเลต  (oxalate) ยูริก (uric acid)    ฟอสเฟต (phosphate)  ในร่างกายมีมากเกินไป   จนทำให้ตกตะกอนรวมตัวกันกลายเป็นนิ่ว       หรือว่าตัวทำละลายนิ่วน้อยลงไป    โดยปกติปัสสาวะสามารถล้างตะกอนเหล่านี้ออกไปได้ก่อนรวมตัวเป็นก้อนนิ่ว    เมื่อน้ำที่เรานำเข้าร่างกายน้อยลง    ผลึกก็จะมีความเข้มข้นขึ้น   จนตกตะกอนกลายเป็นก้อนนิ่ว    สารยับยั้งนิ่วลดลง เช่น  ซิเตรต (citrate)   หรือสารโปรตีนในร่างกายบางชนิด เป็นต้น   เพราะฉะนั้นสารที่ก่อนิ่ว   มีตัวทำละลายนิ่ว  และสารยับยั้งนิ่ว   จะต้องสมดุลกัน  

 

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

                  -มีสารก่อนิ่วในร่างกายมากเกินไป  จากการรับประทานอาหาร เช่น    แคลเซียม (calcium)  มารวมตัวกับสารชนิดใดชนิดหนึ่ง  อาจจะเป็นสารออกซาเลต  (oxalate)   ฟอสเฟต (phosphate)    ยูริก (uric acid)     ทำให้ตกตะกอนกลายเป็นนิ่ว    ซึ่งแคลเซียมสามารถรับประทานได้ในปริมาณที่พอเหมาะ   ถ้าหากรับประทานน้อยเกินไป  จะทำให้เกิดโรคนิ่วได้  เพราะไปดึงทำปฏิกิริยาสารตัวอื่นทำให้ขับออกมาทางปัสสาวะมากยิ่งขึ้น             

                  -การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะบางชนิด    ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะผลิตสาร เรียกว่ากลุ่ม host struvite stoneทำให้เกิดเป็นนิ่วที่เกิดอาการติดเชื้อ

                  -ตัวทำละลายนิ่วน้อย เช่น ดื่มน้ำน้อย ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง    ทำให้เกิดนิ่วขึ้นมาได้

 

ลักษณะอาการของโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

อาการของโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของการอุดตันของนิ่วและขนาดของนิ่ว 

-ถ้านิ่วอยู่ในไต  โดยไม่มีการอุดกั้นอุดตัน จะไม่มีอาการอะไร   นอกจากว่านิ่วใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลัง ปวดเอวเล็กๆ น้อย ๆ  ถ้านิ่วใหญ่มากๆ และมีการติดเชื้อเรื้อรังทำให้ไตเสื่อมไป หรืออาจจะเกิดไตวาย

-ถ้านิ่วเลื่อนมาอยู่ในกรวยไต อยู่ในท่อไต และมีการอุดตัน   ถ้าอุดตันแบบทันทีทันใดผู้ป่วยจะมีอาการปวดมาก  โดยปวดลักษณะบิดๆ    ปวดรุนแรงทันที และเฉียบพลัน     จนผู้ป่วยทนไม่ไหวต้องมาพบแพทย์    แม้แต่นิ่วก้อนเล็กๆ ถ้าไปขวางกั้น หรือมาขวางทางเดินปัสสาวะ ผู้ป่วยจะปวดลักษณะบิด และจะปวดร้าวไปที่หลัง  ปัสสาวะมีความผิดปกติ  มีสีน้ำล้างเนื้อ

-ถ้านิ่วอยู่ในกระ เพาะปัสสาวะ  ผู้ป่วยจะเกิดอาการระคายเคืองเวลาปัสสาวะ   ปัสสาวะไม่สุด  ปัสสาวะกระปริด กระปรอย  เวลาปัสสาวะจะเจ็บและคัน   

-ถ้าหากนิ่วเลื่อนมาอุดตันที่ท่อปัสสาวะ  จะทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะไม่ออกเลย  เพราะนิ่วมาขวางทางออกของปัสสาวะ

การตรวจวินิจฉัยโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

การวินิจฉัยโรคนั้นเริ่มจากการซักประวัติผู้ป่วย   และตรวจร่างกายว่ามีอาการของโรคหรือไม่   ตรวจปัสสาวะว่ามีผลึกของนิ่วหรือไม่   จากนั้นส่งผู้ป่วยไปวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยการเอ็กซเรย์   แต่การเอ็กซเรย์นั้นมีข้อเสียคือมีนิ่วบางชนิดไม่ทึบแสง จะมองไม่เห็นจากการเอ็กซเรย์ประมาณ 10-20%    ถ้ามองไม่เห็นจากการเอ็กซเรย์  จะนำไปตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์  เมื่อตรวจด้วยอัลตราซาวด์จะมองเห็นนิ่วในไต หรือเห็นไตบวมจากที่นิ่วมาอุดตัน   ถ้าแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะแล้ว  จะตรวจดูการทำงานของไต  และนิ่วอยู่ในตำแหน่งไหนด้วยการฉีดสี หรือ IVP  แต่ในปัจจุบันอาจจะเปลี่ยนใช้วิธีการโดยใช้  CT Scan  เพราะว่าชัดเจนและรวดเร็วกว่า  ซึ่งก็ขึ้นอยู่ในแต่ละโรงพยาบาล

 

การรักษาโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

-ถ้านิ่วมีขนาดเล็กไม่มีอาการ  การรักษาง่ายๆ คือการป้องกันไม่ให้ก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ขึ้น  โดยให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ  รับประทานอาหารให้ครบ  อย่ารับประทานอาหารที่ซ้ำซาก  หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดนิ่ว

-ถ้าผู้ป่วยเริ่มมีอาการ  และก้อนนิ่วไม่ใหญ่มาก  คือประมาณไม่เกิน 5 มม.  อาจจะต้องรอให้นิ่วหลุดไปเอง โดยระหว่างที่ผู้ป่วยมีอาการปวดเกิดขึ้น แพทย์จะให้ยาแก้ปวด  ยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อ และไม่มีอาการปวด ซึ่งเรียกการรักษาแบบนี้ว่าวิธีการรักษาแบบประคับประคอง

-เมื่อขนาดของนิ่วโตขึ้นมาอีก   ใช้วิธีการรักษาโดยการสลายนิ่ว     ด้วยเครื่องช็อกเวฟ  (SHOCKWAVE) ยิงเข้าไปกระทบนิ่วให้แตก  เมื่อนิ่วแตกเป็นเม็ดเล็ก ๆ อยู่ในร่างกาย    ผู้ป่วยจะต้องกินน้ำเพื่อขับออกมา

-ถ้านิ่วมีขนาดใหญ่โดยที่ไม่สามารถสลายนิ่วได้  หรือมีความแข็งจนไม่สามารถสลายนิ่วได้  การรักษาจะใช้วิธีการส่องกล้องเข้าไป ใช้พลังงานไปใกล้นิ่วและยิงให้แตก    หรือถ้าเป็นนิ่วในไตอาจใช้วิธีการเจาะโดยใช้เข็มและใช้กล้องเจาะผ่านไป   หรือใช้เครื่องมือบางชนิดไปสลายนิ่วทำให้นิ่วแตก   และดูดออกมา  

-การผ่าตัด   ในกรณีที่นิ่วแข็งมาก และมีขนาดใหญ่มาก   จนไม่สามารถรักษาโดยวิธีใดแล้ว 

 

การติดตามการรักษา

โอกาสการเกิดซ้ำในผู้ป่วยโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ   และทำการรักษา  โดยประมาณภายใน 2 ปีแรกคือ  50%   ซึ่งแสดงว่าผู้ป่วยมีปัจจัยในร่างกายเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วอยู่แล้ว   ฉะนั้นภายใน 2 ปีแรกหลังการรักษา 50% กลับมาเป็นโรคนี้อีก  แพทย์ต้องติดตามการรักษา  คือต้องนัดผู้ป่วยเป็นระยะๆ   ต้องคอยให้คำแนะนำกับผู้ป่วยให้ดื่มน้ำมาก ๆ รับประทานอาหารให้ครบ   อย่ารับประทานอาหารซ้ำ ๆ ซากๆ จำเจ    โรคนิ่วเป็นโรคที่เน้นการป้องกันเป็นหลัก  เพราะฉะนั้นผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้  ผู้ป่วยบางรายมีโอกาสหาย 100% หากป้องกันดูแลตนเองเป็นอย่างดี  

 

 

 

 
สังคม online เกี่ยวกับโรคต่อมลูกหมาก
Share