การปั่นจักรยานกับปัญหาสมรรถภาพทางเพศ

Sat-Oct-2017:20:30      

 

นพ.เปรมสันติ์ สังฆ์คุ้ม

 

            ปัจจุบันการปั่นจักรยานเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย การปั่นจักรยานเป็นทั้งการออกกำลังกาย เป็นงานอดิเรก ส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจ ในทางการแพทย์มีการศึกษาพบว่าการปั่นจักรยานส่งผลดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด ช่วยลดน้ำหนัก ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ปั่นจักรยาน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าการปั่นจักรยาน 135 นาทีต่อสัปดาห์เป็นระยะเวลาสามเดือน จะช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ดีขึ้น และยังช่วยลดระดับไขมันในเลือดอีกด้วย

 

 

            ในทางตรงกันข้ามการปั่นจักรยานก็เหมือนกีฬาหลายๆประเภท ที่มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาได้ นอกเหนือจากนี้ปัญหาสุขภาพทางเพศ เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในกลุ่มนักปั่นทั้งในและต่างประเทศ ผู้เรียบเรียงเองก็เคยได้รับปรึกษาปัญหาสุขภาพทางเพศในคนที่ชอบปั่นจักรยาน บทความนี้เป็นการนำเสนอการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพทางเพศที่เกี่ยวเนื่องกับการปั่นจักรยาน และวิธีป้องกัน โดยอ้างอิงจากการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ และเนื่องจากตัวผมเองไม่ได้มีความรู้เกี่ยววกับอุปกรณ์หรือส่วนต่างๆของจักรยานมากนัก คำศัพท์บางคำเมื่อแปลเป็นภาษาไทยแล้วอาจจะไม่สื่อความหมายได้ตรงกับต้นฉบับ จึงจะขอใช้การทับศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันครับ

 

 

            จริงๆแล้วปัญหาสุขภาพทางเพศจากการปั่นจักรยานเริ่มมีการรายงานมาตั้งแต่ปี 1981 แล้วครับ โดยในรายงานเป็นผู้ชาย อายุ 46 ปี มีอาการชาที่อวัยวะเพศ หลังจากปั่นจักรยานเป็นระยะทาง 290 กิโลเมตรในระยะเวลาสองวัน ต่อมาได้มีการสำรวจในนักปั่นจำนวน 160 คนที่เข้าร่วมปั่นในรายการ Annual Norwegian Bike Tour เป็นระยะทาง 540 กิโลเมตรพบว่า 21% มีอาการชาที่อวัยวะเพศชาย 6% มีอาการนานเกิน 1 สัปดาห์ และ 13% มีปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ถึงแม้การศึกษาจะเป็นเพียงการสำรวจโดยใช้แบบสอบถาม แต่ก็ทำให้หน่วยงานต่างๆเริ่มสนใจปัญหานี้มากขึ้น ยังมีการศึกษาเปรียบเทียบ ระหว่างนักปั่นจักรยานทางไกลกับคนที่ไม่ได้ปั่นจักรยาน พบว่าอุบัติการณ์เกิดอาการหย่อนสมรรถภาพททางเพศของนักปั่นทางไกลอยู่ที่ 13.1% ขณะที่คนที่ไม่ได้ปั่นจักรยานอยู่ที่ 3.9% ถึงแม้รายงานเหล่านี้จะไม่สามารถใช้อ้างอิงได้กับทุกกลุ่มประชากรก็ตาม เนื่องจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพทางเพศมีหลายปัจจัย และแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่ละกลุ่มประชากร และไม่สามารถสรุปได้ว่าการปั่นจักรยานจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพทางเพศทุกคน แต่ก็อาจจะตีความในเบื้องต้นได้ว่า การปั่นจักรยานมีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพทางเพศได้ ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตเราน่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนในแง่ของอุบัติการณ์มากกว่านี้ครับ

 

สมมติฐานที่เกี่ยวข้อง

            กลไกการแข็งตัวของอวัยวะเพศ เกิดจากการทำงานร่วมกันขอบระบบประสาท ระบบหลอดเลือด เมื่อมีสิ่งเร้าในรูปแบบต่างๆ สมองจะสั่งการผ่านเส้นประสาท เพื่อไปขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงองคชาติ ทำให้มีเลือดแดงไหลเข้าสู่องคชาติมากขึ้น ทำให้เกิดการแข็งตัว ในกระบวนการนี้มีเส้นประสาทส่วนปลายที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องหลักๆอยู่สองเส้น คือเส้นประสาท Cavernous และเส้นประสาท Pudendal เส้นประสาท Pudendal จะมีหน้าที่รับความรู้สึกบริเวณอวัยวะเพศ เพื่อส่งสัญญาณไปสมอง นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยควบคุมกล้ามเนื้อที่มีผลต่อการแข็งตัวขององคชาติด้วย

            ในท่านั่งปกติน้ำหนักตัวจะลงที่ตำแหน่งกระดูก Ischial Tuberlosity (ลองคลำก้นตอนอยู่ในท่านั่งดูครับ จะคลำได้ปุ่มกระดูกนูนๆทั้งสองข้าง)ในระหว่างการปั่นจักรยาน น้ำหนักตัวจะลงไปบริเวณฝีเย็บ (คือบริเวณตำแหน่งใต้ต่ออัณฑะก่อนถึงรูทวารหนัก) ซึ่งธรรมชาติไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับน้ำหนัก และตำแหน่งนี้มีเส้นเลือด และเส้นประสาท Pudendal วิ่งผ่าน น้ำหนักตัวที่ลงไปเป็นผลให้เส้นเลือดและเส้นประสาทถูกกดระหว่างเบาะจักรยานกับกระดูกหัวหน่าว ส่งผลให้เกิดอาการชาบริเวณฝีเย็บและอวัยวะเพศ หรือที่หลายคนมักเรียกสั้นๆว่ามีอาการ "ชาไข่" ได้ครับ

 

(ภาพจาก http://www.scody.com.au/blog/2012/9/28/something-every-male-cyclist-should-read/)

 

ผลของเบาะจักรยานแบบต่างๆ

            ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบระดับออกซิเจนที่ปลายองคชาตหลังจากปั่นจักรยานบนเบาะที่แตกต่างกันสี่แบบ ตามรูป แบบ A) คือ narrow, heavily padded seat แบบ B คือ narrow seat with medium padding and V-shaped groove in the saddle nose แบบ C คือ wide unpadded leather seat แบบ D คือ women's special wide seat with medium padding and no saddle nose โดยวัดระดับออกซิเจนในท่ายืน และหลังจากนั่งปั่นจักรยานบนเบาะจักรยานทั้งสี่แบบ

(ภาพจาก Schwarzer U, Sommer F, Klotz T, Cremer C, Engelmann U. Cycling and penile oxygen pressure: The type of saddle matters. Eur Urol 2002;41:139–43.)

            ผลการศึกษาพบว่า เบาะแบบ D มีการลดลงของออกซิเจนที่ปลายองคชาติต่ำที่สุด รองลงมาเป็นแบบ C และแบบ B โดยแบบ A มีการลดลงของออกซิเจนที่ปลายองคชาติสูงที่สุด

 

            มีการศึกษาอื่นที่สนับสนุนว่า เบาะจักรยานที่มีลักษณะคล้ายจมูกยื่นออกไป จะมีการกดทับของเส้นเลือดและเส้นประสาทมากกว่า นอกจากนี้เบาะจักรยานที่มีความกว้างมากกว่า (พื้นที่ผิวเบาะมากกว่า) จะมีการกระจายน้ำหนักตัวของผู้ปั่นได้ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เบาะจักรยานที่มีความกว้างมากพอ ที่จะรองรับกระดูกตำแหน่ง Ischial Tuberosity ได้ ก็จะลดน้ำหนักที่จะกดทับบริเวณฝีเย็บได้ดีขึ้น

 

รูปแสดงตำแหน่งของเส้นเลือดและเส้นประสาทที่อาจถูกกดทับจากเบาะที่มีส่วนยื่นด้านหน้า (ภาพจากDepartment of Health and Human Services, Centers for Disease Control and Prevention, National Institute for Occupational Safety and Health. No-nose saddles for preventing genital numbness and sexual dysfunction from occupational bicycling. Available at: http://www.cdc.gov/niosh/blog/ nsb042209_bikesaddle.html (accessed April 22, 2009).

 

ลักษณะเบาะจักรยานแบบไม่มีส่วนยื่นคล้ายจมูก เส้นเลือดและเส้นประสาทมีโอกาสถูกดทับน้อยกว่า และมีการกระจายน้ำหนักสองข้างได้ดีกว่า  (ภาพจากDepartment of Health and Human Services, Centers for Disease Control and Prevention, National Institute for Occupational Safety and Health. No-nose saddles for preventing genital numbness and sexual dysfunction from occupational bicycling. Available at: http://www.cdc.gov/niosh/blog/ nsb042209_bikesaddle.html (accessed April 22, 2009).

 

            ส่วนเบาะจักรยานที่มีการเซาะเป็นร่องตรงกลางลงไปนั้น ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เซาะร่องลงไปครับ ถ้าตรงกับตำแหน่งที่กดเส้นเลือดและเส้นประสาทพอดี การที่เบาะเป็นช่องว่างพอดีก็จะช่วยป้องกันการกดทับได้ แต่ถ้าไม่ตรงกับตำแหน่งเส้นเลือดและเส้นประสาท การเซาะร่องก็อาจไม่ช่วยป้องกัน และในบางกรณี ขอบของเบาะที่มีการเซาะเป็นร่องลงไป อาจมีความแข็งหรือเป็นขอบแข็งมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นผลให้น้ำหนักของนักปั่นมาลงบริเวณนั้นมากเกินไป ไม่มีการกระจายน้ำหนักที่ดี อาจเป็นผลเสียได้ครับ

            มีการศึกษาทางการแพทย์รายงานว่า เมื่อเปลี่ยนมาใช้เบาะแบบที่ไม่มีจมูกยื่นออกมาเป็นระยะเวลา 6 เดือน อาการชาบริเวณฝีเย็บ อวัยวะเพศลดลงอย่างมีนัยสำคัญครับ และข้อมูลนี้ก็ช่วยให้นักปั่นสบายใจขึ้นว่า อาการที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นถาวร และดีขึ้นได้เมื่อมีการแก้ไขตามสาเหตุที่ถูกต้อง

            นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนในขณะนี้ว่ามีผลหรือไม่ เช่น ความนุ่ม แข็งของเบาะแต่ละชนิด รวมถึงลักษณะกางเกงที่ผู้ปั่นสวมใส่เวลาปั่นจักรยาน ลักษณะพื้นผิวของถนนที่ขับขี่ หวังว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคตครับ

 

ท่าของนักปั่น

            ในการปั่นจักรยาน นักปั่นสามารถโน้มตัวไปด้านหน้าเพื่อให้ลู่ลม หรือจะปั่นโดยที่ลำตัวค่อนข้างตั้งตรงก็ได้ มีการศึกษาพบว่าท่าปั่นจักรยานที่ลำตัวตั้งตรง 90 องศา จะช่วยเพิ่มออกซิเจนที่องคชาติได้มากกว่าประมาณ 40% เมื่อเทียบกับท่าที่ลำตัวอยู่ในมุม 60 องศา และยังพบอีกว่าถ้านักปั่นมีการยกตัวขึ้นระหว่างปั่นจักรยาน จะช่วยลดแรงกดทับบริเวณฝีเย็บได้ จึงมีการแนะนำว่า สำหรับนักปั่นทั่วไปควรมีการเปลี่ยนจากท่านั่งเป็นท่ายืนทุกสิบนาที จะเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณอวัยวะเพศได้

(ภาพจาก Sommer F, Goldstein I, Korda JB. Bicycle riding and erectile dysfunction: a review. J Sex Med. 2010 Jul;7(7):2346-58.)

 

            ชนิดของจักรยานประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสือภูเขา เสือหมอบ fixed gear หรือ แบบไฮบริด ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะสรุปได้ว่าชนิดไหนส่งผลต่อสุขภาพทางเพศมากกว่ากัน การศึกษาเพื่อให้ได้ข้อสรุปจริงๆอาจทำได้ยาก เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อการศึกษา ตั้งแต่ความแตกต่างของนักปั่นเอง เช่น โรคประจำตัวของนักปั่น การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ รวมไปถึงความมากน้อยและลักษณะในการปั่น ตัวรถจักรยานเองก็มีความหลากหลายมาก จักรยานชนิดเดียวกัน รุ่นเดียวกันสามารถ ตกแต่ง ปรับเปลี่ยนได้มากมาย ได้แต่หวังว่าในอนาคตจะมีข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นครับ

            จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น สามารถสรุปข้อแนะนำเพื่อลดการกดทับของเส้นเลือดและเส้นประสาทได้ดังนี้ ควรเลือกเบาะที่มีความกว้างพอที่จะรองรับกระดูก Ischial tuberosity เบาะไม่ควรมีจมูกยื่นทางด้านหน้า ควรปรับเบาะให้อยู่ในแนวราบ ปั่นจักรยานในท่าที่ไม่ต้องโน้มตัวมาด้านหน้ามาก และควรปรับเปลี่ยนจากท่านั่งมาเป็นท่ายืนบ่อยๆ

            สำหรับผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพทางเพศนั้น ปัจจุบันทางการแพทย์มีข้อมูลยืนยันชัดเจนแล้วว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่ส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศโดยตรง เช่น การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ซึ่งการสูบบุหรี่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นอกจากนี้การออกกำลังกาย การลดน้ำหนักส่วนเกิน รวมถึงการทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะสามารถช่วยลดโอกาสเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงได้ การป้องกันปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพทางเพศในอนาคตได้ นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วยครับ

 

 

 

เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

·      Lehmann R, Kaplan V, Bingisser R, Bloch KE, Spinas GA. Impact of physical activity on cardiovascular risk factors in IDDM. Diabetes Care 1997;20:1603–11.

·      Goodson JD. Pudendal neuritis from biking. [Letter]. N Engl J Med 1981;304:1367–8.

·      Andersen KV, Bovim G. Impotence and nerve entrapment in long distance amateur cyclists. Acta Neurol Scand 1997;95: 233–40.

·      Schwarzer W, Wiegand W, Bin-Saleh A, Lötzerich H, Kahrmann G, Klotz T, Engelmann U. Genital numbness and impotence rate in long-distance cyclists. J Urol 1999;161: 178.

·      Schwarzer U, Sommer F, Klotz T, Cremer C, Engelmann U. Cycling and penile oxygen pressure: The type of saddle matters. Eur Urol 2002;41:139–43.

·      Department of Health and Human Services, Centers for Disease Control and Prevention, National Institute for Occupational Safety and Health. No-nose saddles for preventing genital numbness and sexual dysfunction from occupational bicycling. Available at: http://www.cdc.gov/niosh/blog/ nsb042209_bikesaddle.html (accessed April 22, 2009).

·      Munarriz R, Huang V, Uberoi J, Maitland S, Payton T, Gold- stein I. Only the nose knows. Penile hemodynamic study of the perineum-saddle interface utilizing saddle/seats with and without nose extensions. J Sex Med 2005;2:612–9.

·      Schrader SM, Breitenstein MJ, Lowe BD. Cutting off the nose 
to save the penis. J Sex Med 2008;5:1932–40.

·      Bressel E, Nash D, Dolny D. Association between attributes of a cyclist and bicycle seat pressure. J Sex Med. 2010;7(7):2346-58.

 
สังคม online เกี่ยวกับโรคต่อมลูกหมาก
Share