ควรทำอย่างไรเมื่อพบก้อนที่อัณฑะ

Fri-Jun-2017:06:05      

 

           

             ก้อนที่อัณฑะเป็นปัญหาที่ถูกถามเข้ามาค่อนข้างบ่อย ว่ามีสาเหตุเกิดจากอะไร จะเป็นมะเร็งหรือไม่ และด้วยความที่ก้อนเกิดขึ้นบริเวณอัณฑะทำให้หลายคนทำให้เกิดความวิตกกังวล และรู้สึกอายในการที่จะไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติม วัตถุประสงค์ของบทความนี้เพื่อที่จะให้ความรู้เบื้องต้นในโรคที่เป็นสาเหตุของก้อนที่บริเวณอัณฑะที่พบได้บ่อย  แต่เนื่องจาก้อนที่อัณฑะมีสาเหตุที่หลากหลายมาก ในบางกรณีมีความซับซ้อนและความยากในการวินิจฉัย และยังมีโอกาสเกิดจากมะเร็งอัณฑะได้ ดังนั้นเมื่อสงสัยว่าตนเองมีก้อนที่อัณฑะ หรือเมื่อคลำพบก้อนที่อัณฑะแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรไปพบแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิฉัยและการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

               สาเหตุของก้อนที่อัณฑะ มีได้หลากหลายสาเหตุ ตั้งแต่สาเหตุที่ไม่ใช่มะเร็ง เช่น อัณฑะอักเสบ ถุงน้ำอัณฑะ (hydrocele) เส้นเลือดขอดอัณฑะ (varicocele) วัณโรคที่อัณฑะ เป็นต้น หรือสาเหตุจากมะเร็ง ก็ยังแบ่งได้เป็น มะเร็งของอัณฑะเอง ซึ่งมีหลากหลายชนิด หรือมะเร็งจากตำแหน่งอื่นๆที่มีการกระจายมาที่อัณฑะ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งที่ไต เป็นต้น นอกจากนี้ก้อนที่บริเวณถุงอัณฑะยังสามารถเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอัณฑะเลยได้ เช่น ไส้เลื่อน หรือในบางภาวะที่ผู้ป่วยมีน้ำในช่องท้อง น้ำบางส่วนในช่องท้องสามารถไหลมาขังบริเวณถุงอัณฑะ ทำให้ถุงอัณฑะโตขึ้นมีลักษณะคล้ายก้อนได้ ขอกล่างถึงสาเหตุของก้อนอัณฑะที่พบได้บ่อยดังนี้

 

               1. มะเร็งอัณฑะ เป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่มีก้อนที่อัณฑะเกิดความวิตกกังวลมากที่สุด คือ กลัวจะเป็นมะเร็งอัณฑะ มะเร็งอัณฑะเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้ชายอายุประมาณ 20 -40 ปี ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกับมะเร็งส่วนใหญ่ที่มักพบในกลุ่มคนที่อายุมากกว่านี้ อาการส่วนใหญ่ของมะเร็งอัณฑะ คือ มีก้อนที่อัณฑะซึ่งมักไม่มีอาการปวด (painless mass) แต่บางกรณีอาจมีอาการปวดร่วมด้วยได้จากการที่มีเลือดออกหรือจากการที่มีเนื้อตายภายในก้อนจากการที่ก้อนโตเร็ว ปัจจัยเสี่ยงสำหรับมะเร็งอัณฑะ คือ ภาวะที่อัณฑะไม่เลื่อนลงถุงอัณฑะ (cryptorchidism) เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดชนิดหนึ่ง อัณฑะที่ค้างอยู่ไม่ลงถุงอัณฑะจะมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งมากขึ้น ถ้าได้รับการผ่าตัดย้ายอัณฑะลงถุงอัณฑะตั้งแต่เด็กจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้

 

มะเร็งอัณฑะ

 

             2. อัณฑะอักเสบ ทำให้อัณฑะมีขนาดใหญ่ขึ้น บวมเป็นก้อนแข็ง ในกรณีที่เป็นแบบเฉียบพลัน (Acute orchitis) มักจะมีอาการปวดร่วมด้วย สาเหตุของอัณฑะอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ในผู้ป่วยบางรายอาจมีโรคของระบบทางเดินปัสสาวะซ่อนอยู่ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดอัณฑะอักเสบได้ง่ายขึ้น เช่น บางคนเป็นท่อปัสสาวะตีบ ต่อมลูกหมากโตเป็นต้น ภายหลังการรักษาอาการปวดจะดีขึ้น แต่อาการบวมเป็นก้อนแข็งจะใช้เวลาค่อนข้างนานถึงจะกลับมาสู่ภาวะปกติ แต่ถ้าภายหลังการอักเสบติดเชื้อ อัณฑะยังไม่ยุบ ยังคงเป็นก้อนแข็งอยู่อาจเกิดจากมะเร็งได้ จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม ในกรณีที่อัณฑะอักเสบแบบเรื้อรัง บางครั้งเป็นก้อนแข็งโดยที่อาการปวดไม่ชัดเจน ในกลุ่มนี้การวินิจฉัยถึงสาเหตุทำได้ยาก อาจจำเป็นต้องทำการตัดอัณฑะเพื่อตรวจชิ้นเนื้อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้องต่อไป

 

               3. เส้นเลือดขอดอัณฑะ (Varicocele) เป็นโรคที่เกิดจากหลอดเลือดดำของบริเวณอัณฑะมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยปกติระบบของหลอดเลือดดำบริเวณอัณฑะนั้น จะมีปริมาณเส้นเลือดดำเป็นจำนวนมากและสานกันเป็นร่างแห ทางการแพทย์มีชื่อเฉพาะเรียกว่า Pampiniform venous plexus ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของอัณฑะให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสม ในคนที่เป็นเส้นเลือดขอดอัณฑะเส้นเลือดที่มีปริมาณมากเหล่านี้จะมีการขยายขนาด บางคนเป็นมากจนดูคล้ายเหมือนมีก้อนที่อัณฑะได้ โรคนี้มักพบบ่อยในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย  มักเป็นข้างซ้ายมากกว่าข้างขวา บางคนไม่มีอาการ แต่บางคนอาจทำให้มีอาการปวดหน่วงอัณฑะและอาจมีผลต่อการสร้างอสุจิได้ 

 

เส้นเลือดขอดอัณฑะ

 

              4. ถุงน้ำอัณฑะ ทางการแพทย์มีชื่อเฉพาะว่า Hydrocele คือการที่น้ำขังอยู่รอบๆอัณฑะ ทำให้อัณฑะข้างนั้นมีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นความผิดปกติที่พบได้แต่กำเนิด หรือเกิดตามมาภายหลังในวัยผู้ใหญ่ สามารถมีขนาดใหญ่มากได้ สาเหตุส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากมะเร็ง การรักษาใช้การผ่าตัดแก้ไข แต่มีมะเร็งอัณฑะบางชนิดสามารถพบถุงน้ำอัณฑะร่วมด้วยได้

               ยังมีสาเหตุอื่นๆได้อีกที่อาจไม่ได้กล่าวถึง ซึ่งจะเห็นได้ว่าก้อนที่อัณฑะมีสาเหตุได้หลากหลาย เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติ รวมถึงการตรวจร่างกายบริเวณอัณฑะ ในบางครั้งท่านอาจจะได้รับการตรวจเลือด รวมถึงการตรวจอัลตราซาวด์บริเวณอัณฑะ เพื่อให้ได้ข้อมูลของก้อนที่อัณฑะมากขึ้น การตรวจอัลตราซาวด์หรือการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงนั้น จะบอกข้อมูลของลักษณะก้อนได้ ว่าเป็นก้อนเนื้อ หรือเป็นถุงน้ำ บอกขนาดของก้อนในเบื้องต้นได้ รวมถึงสามารถตรวจหาเส้นเลือดขอดอัณฑะได้ แต่อัลตราซาวด์ไม่สามารถบอกผลชิ้นเนื้อได้ ไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นหรือไม่เป็นมะเร็ง ในกรณีที่ผลอัลตราซาวด์ตรวจพบว่าเป็นลักษณะก้อนแข็ง (solid mass) มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งอัณฑะได้สูง แพทย์จะแนะนำให้ทำการตัดอัณฑะเพื่อส่งตรวจชิ้นเนื้อต่อไป

การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง

 

                คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ต้องตัดทั้งอัณฑะเลยหรือ? มีวิธีการอื่นๆในการตรวจชิ้นเนื้อโดยที่ยังไม่ต้องตัดอัณฑะหรือไม่? การตรวจชิ้นเนื้ออัณฑะอาจมีความเสี่ยงในการเพิ่มระยะของโรคได้ เนื่องจากระบบน้ำเหลืองของลูกอัณฑะ กับระบบน้ำเหลืองของถุงอัณฑะเป็นคนละระบบกัน คือทางเดินน้ำเหลืองไม่ได้เชื่อมต่อกันถึงแม้สองอวัยวะนี้จะอยู่ติดกันก็ตาม ดังนั้นการตรวจชิ้นเนื้อที่ทำผ่านผนังถุงอัณฑะเพื่อเข้าไปหาลูกอัณฑะ อาจส่งผลให้ทางเดินน้ำเหลืองเปลี่ยนแปลงเกิดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น ซึ่งในกรณีที่เป็นมะเร็งอัณฑะอาจเป็นการเพิ่มระยะของโรคได้ จะสังเกตได้ว่าเวลาที่แพทย์ทำการตัดอัณฑะในผู้ป่วยที่สงสัยมะเร็งอัณฑะนั้น มักจะลงแผลผ่าตัดที่บริเวณขาหนีบ ไม่ได้ลงแผลผ่าตัดที่อัณฑะเหมือนการผ่าตัดในโรคอื่นๆของอัณฑะที่ไม่ใช่มะเร็ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเปลี่ยนระยะของโรคนั่นเอง ดังนั้นการตัดอัณฑะในกรณีนี้จะเป็นทั้งการตัดเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาในคราวเดียวกัน

               เนื้องอกที่อัณฑะที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ ส่วนใหญ่จะมีขนาดใหญ่พอสมควร ในหลายๆครั้งมีการกดเบียดเนื้ออัณฑะจนแทบไม่เหลือเนื้ออัณฑะปกติ ในบางครั้งอาจแยกยากด้วยตาเปล่า คงไม่เป็นการดีกับผู้ป่วยถ้าภายหลังการผ่าตัดยังมีเนื้องอกเหลืออยู่ ทั้งๆที่ยังอยู่ในระยะที่สามารถตัดเนื้องอกออกได้หมด นอกจากนี้เรายังมีอัณฑะอีกหนึ่งข้างที่ยังทำหน้าที่ได้ปกติอยู่ การผ่าตัดอัณฑะจะทำให้ทราบผลการตรวจชิ้นเนื้อว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ถ้าเป็นมะเร็งก็จะทราบต่อว่าเป็นมะเร็งชนิดใด ซึ่งจะมีประโยชน์ในการเลือกวิธีการรักษาขั้นต่อไป เช่น การฉายแสง หรือการให้เคมีบำบัด หรือสามารถเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดได้ เป็นต้น

               จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าก้อนในถุงอัณฑะนั้นมีทั้งโรคที่ร้ายแรงและไม่ร้าย ดังนั้นหากผู้ป่วยท่านใดคลำอัณฑะตัวเองแล้วพบก้อนมีลักษณะผิดปกติหรือสงสัยว่าผิดปกติ แนะนำว่าควรมาพบแพทย์ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

แพทย์หญิงปกเกศ ศิริศรีตรีรักษ์

นายแพทย์เปรมสันติ์  สังฆ์คุ้ม

 

 

 
สังคม online เกี่ยวกับโรคต่อมลูกหมาก
Share