อาการและการรักษานิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

Thu-Aug-2017:16:31      

ผศ.นพ.วิสูตร คงเจริญสมบัติ

         นิ่วที่ไตเป็นหนึ่งในโรคของระบบทางเดินปัสสาวะที่พบได้บ่อยที่สุด และสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้ที่เป็น ส่วนมากจะพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และจะพบมากในช่วงอายุ 30- 40 ปี ในประเทศไทยจะพบผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในไตมากในภาคเหนือและอีสาน นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะสามารถแบ่งออกตามตำแหน่งที่เป็นดังนี้

                    1.นิ่วในไต

                    2.นิ่วในท่อไต

                    3.นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

                    4. นิ่วในท่อปัสสาวะ

 

 

สาเหตุนิ่วเกิดจากการตกผลึกของหินปูน(แคลเซียม) อ็อกซาเลต ฟอสเฟต กรดยูริก และซีสตีน การเกิดนิ่วจึงสัมพันธ์และมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะที่มีแคลเซียมหรือสารอื่นๆดังกล่าวในปัสสาะมากผิดปกติ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอารหารที่มีสารดังกล่าวสูง นอกจากนี้ยังพบว่า โรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะมักเป็นโรคแทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคเกาต์ ซึ่งมีการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ

อาการผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะมีอาการปวดเอว ปวดหลังข้างใดข้างหนึ่ง หรือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะเป็นเลือดร่วมด้วย ลักษณะอาการการปวดจะปวดเสียดๆ หรือปวดบิด หรือมีอาการปวดร้าวจากด้านหลังมาด้านหน้าลงไปถึงหัวหน่าว ถุงอัณฑะ หรือด้านในของโคนขา ซึ่งอาการปวดดังกล่าวข้างต้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งของนิ่ว หรือบางรายอาจไม่มีอาการแสดงเลยก็เป็นได้

 

 

การตรวจวินิจฉัยแพทย์จะทำการตวจวินิจฉัยโดยการตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์ อัลตราซาวนด์ เอ็กซเรย์ไตด้วยการฉีดสี ส่องกล้อง หรือตรวจพิเศษอื่นๆตามแนวทางการวินิจฉัยของแพทย์แต่ละท่าน

การรักษา

1.ชนิดไม่ผ่าตัดจะใช้ในรายที่นิ่วในไตมีขนาดเล็กว่า 5 มม. และการผ่าตัดหรือการรักษาอื่นจะไม่ได้ผลดี ดังนี้

การรับประทานยาละลายนิ่ว การรับประทานยาละลายนิ่วจะเหมาะสำหรับนิ่วชนิดยูริค ซึ่งสามารถละลายนิ่วชนิดยูริคได้ด้วยการให้รับประทานยาที่ทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง สำหรับนิ่วชนิดที่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบไม่มียาละลายนิ่ว หากนิ่วมีขนาดเล็กกว่า 0.5ซม. มีโอกาสหลุดเองได้โดยดื่มน้ำมากๆ หรือให้ยาขับปัสสาวะช่วย

การสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียงเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษานิ่วในไตและท่อไตโดยไม่ต้องผ่าตัด นิ่วที่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธีนี้จะต้องมีขนาดไม่เกิน 2 ซม. และมีปริมาณเม็ดนิ่วไม่มาก เป็นการใช้เครื่องมือที่มีต้นกำเนิดพลังงานจากภายนอกร่างกาย ส่งคลื่นพลังงานเข้าไปกระแทกนิ่วให้แตกเป็นชิ้นเล็กๆ และให้ร่างกายขับนิ่วออกมาเอง

- ข้อดี  การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นการรักษาแบบไม่คุกคาม คือไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆสอดใส่เข้าไปในตัวผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยไม่เจ็บจากการสอดใส่เครื่องมือต่างๆ หลังสลายนิ่วผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล สามารถกลับบ้านได้

- ข้อเสีย  ระยะเวลาในการทำให้เศษนิ่วหลุดออกมาหมดไม่แน่นอน ผู้ป่วยบางรายต้องสลายนิ่วซ้ำอีกหนึ่งหรือหลายครั้งกว่านิ่วจะแตกและหลุดออกมาหมด และการที่เศษนิ่วไม่หลุดออกมาในเวลารวดเร็ว ทำให้ผู้ป่วยต้องเดินทางมารับการตรวจรักษา และติดตามผลหลายครั้ง ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

 

2. ชนิดผ่าตัดเปิด เป็นการผ่าตัดเปิดเข้าไปเอานิ่วออกทางกรวยไตหรือเนื้อไต การผ่าตัดแบบเปิดนี้จะเลือกใช้ในรายที่มีก้อนนิ่วขนาดใหญ่ หรือเป็นนิ่วเขากวางที่มีกิ่งก้านหลายกิ่ง และไม่สามารถเอาออกได้ด้วยวิธีอื่น มีข้อเสียคือ อาจทำให้สูญเสียเนื้อไตหรือเนื้อไตฝ่อเพราะขาดเลือด อีกทั้งมีแผลเปิดขนาดใหญ่ และหลังผ่าตัดจะใช้เวลาในการพักฟื้นนาน

 

3.การเจาะผ่านผิวหนังส่องกล้องกรอนิ่วในไตเป็นวิธีการรักษานิ่วในไตที่พัฒนาขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการผ่าตัด มีการคุกคามต่อร่างกายน้อย โดยการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์เจาะผ่านทะลุผิวหนังเป็นรูเล็กๆเข้าไปที่กรวยไต แล้วใช้กล้องส่องตามเข้าไปหานิ่วในไตจนพบก้อนนิ่ว จากนั้นจึงใช้เครื่องมือใส่เข้าไปกรอนิ่วให้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ดูดหรือคีบนิ่วออกมา การรักษานิ่วด้วยวิธีนี้ผู้ป่วยจะมีแผลขนาดเล็กประมาณ1-2ซม.เมื่อเทียบกับแผลผ่าตัดแบบเปิดซึ่งมีขนาดยาว 15-20 ซม. อาการเจ็บแผลจึงน้อยกว่า ทำให้ใช้เวลาในการพักฟื้นรักษาตัวในโรงพยาบาลเพียง 3- 5วันหลังผ่าตัด อีกทั้งยังสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติเร็วกว่าการรักษาด้วยการผ่าตัดแบบเปิดมาก

 

4. การส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะ การรักษาด้วยการส่องกล้องส่วนใหญ่จะใช้รักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะและนิ่วในท่อไต สำหรับนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ทำโดยส่องกล้องผ่านรูท่อปัสสาวะเข้าไปขบนิ่ว ส่วนนิ่วในท่อไตจะส่องกล้องเข้าไปในท่อไตแล้วใช้อุปกรณ์คล้องหรือกรอนิ่วในท่อไตออกมา ซึ่งการส่องกล้องทั้ง 2 วิธีดังกล่าวข้างต้นเป็นการส่องกล้องเข้าไปในรูท่อปัสสาวะที่มีอยู่เองตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงทำให้ไม่มีรอยแผลผ่าตัด

 
สังคม online เกี่ยวกับโรคต่อมลูกหมาก
Share